สร้างสุดยอดผู้นำ ด้วยจิตวิญญาณ "ครู"
อัญชรี พรหมสกุล
ancharee@nationgroup.com
ซีอีโอคงต้องเหนื่อยไปอีกนานหากไม่วางแผนอนาคตในการสร้าง "ผู้บริหาร" ระดับบนให้เข้มแข็งและมีความสามารถมากพอที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับ "คนรุ่นใหม่" ที่ถือเป็น "เลือดใหม่" ในองค์กรให้เติบโตทันขึ้นมารองรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ทว่าสิ่งที่ "โชค บูลกุล" ฝากไว้ในงานเสวนา "กลยุทธ์การบริหารยุคใหม่ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง" จัดโดยคณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พอจะทำให้ซีอีโอได้ฉุกคิดขึ้นมาได้บ้างว่า หากซีอีโอไม่เร่งสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความสามารถและเรียนรู้ประสบการณ์จากผู้บริหารทุกระดับอย่างเต็มที่ ก็ยากที่จะประคับประคองให้องค์กรมีชีวิตรอดได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ตัวอย่าง "โครงสร้าง" การบริหารคนของฟาร์มโชคชัย มีความน่าสนใจไม่น้อย
ทุกวันนี้กลุ่มผู้บริหารระดับแนวหน้าที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่มากับ "โชค" ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา ได้อยู่ในวัยกลางคนที่มีประสบการณ์อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งคนกลุ่มนี้ล้วนมีความเป็น "Technician" หรือผู้เชี่ยวชาญที่ต่างมีชั่วโมงบินของการบริหารจัดการมาอย่างโชกโชน
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาฉุกคิดในใจว่า ถ้าในอีก 10 ข้างหน้า เขาไม่ได้สร้างให้คนกลุ่มนี้ให้มีความเป็น "ผู้นำ" ที่ดี ก็ยากที่จะขึ้นมาเป็น "ผู้บริหาร" ที่มีคุณภาพ
"ถ้าผมสามารถสร้างทัศนคติให้ Technician มีจิตวิญญาณของความเป็นครู พวกเขาจะสามารถขึ้นมาเป็นสุดยอดของผู้นำ และเป็นคนที่มีคุณค่ากับองค์กรอย่างมาก เพราะครูจะหนักในด้านวิชาการ ส่วนคนปฏิบัติการก็จะไม่มีศาสตร์ของการถ่ายทอด" โชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย กล่าว
คุณสมบัติ 3 อย่างของคนที่มีหัวใจ "ครู"
อย่างแรก..ถ่ายทอดเรื่องราวได้ดี ไม่ว่าจะด้วยการบอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ให้ลูกน้องรับฟังอย่างเข้าใจ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ที่รู้อยู่คนเดียว มีความสามารถมากมายแต่อธิบายให้คนอื่นๆ เข้าใจไม่ได้ "ผู้บริหารจะต้องเล่านิทานเก่ง คนจะได้ไม่เบื่อ"
สอง..เรียบเรียงประเด็นได้
สาม...กระตือรือร้นในการขวนขวายความรู้เพื่อให้คนรอบข้างเกิดความศรัทธา
ที่สำคัญครูจะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน ถ้าหากว่าวันนี้หยุดการเรียนรู้ วันนั้นคงเป็นวันที่เราเดินถอยหลังเข้าคลอง
หากเมื่อไหร่ที่เอาคุณสมบัติของความเป็น "ครู" มาผนึกกับ "Technician" สุดยอดของความเป็นผู้นำจะเกิดขึ้น
"เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้มารับช่วงต่อ เป็นการส่งผ่านความรู้กันรุ่นต่อรุ่น" โชคกล่าวเสริม
วันนี้คนที่เป็นเลือดใหม่ในฟาร์มโชคชัย ล้วนเป็นบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่พร้อมจะเรียนรู้
"ขนาดเลขาของผมยังเรียนจบปริญญาโทเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทีมเลขายังมีหน้าที่ต้องติดตามและต้องถ่ายทอดในสิ่งที่ผมได้พูดและทำให้กับคนในองค์กรได้รับรู้เช่นกัน ถ้ากลับไปจากงานเสวนา พวกเขาต้องเรียบเรียงในสิ่งที่ผมพูดออกมาให้ได้ ซึ่งถือเป็นการสื่อสารในองค์กรที่จำเป็นมาก เพราะสิ่งที่ผมได้ทำจะเป็นแบบอย่างที่จะสร้างทัศนคติให้กับคนในองค์กรได้" โชคกล่าว
นี่ยังเป็นวัฒนธรรมองค์กรภายในฟาร์มโชคชัยอย่างหนึ่ง ที่พนักงานต้องรับรู้ในสิ่งที่ผู้บริหาร "คิด-พูด-ทำ"
"ผมเปลี่ยนทีมเลขาใหม่ มันเกิดจากการที่บริษัทต้องการคัดเลือกพนักงานที่มีพื้นฐานความรู้ดี เป็นเด็กเรียนดี มีความคิดดี มีอุดมการณ์เหมือนกับเรา ไม่ได้ต้องการทำงานในบริษัทที่ใหญ่โตเท่านั้น แต่บริษัทนั้นต้องมี Identity ถ้าเรารับคนรุ่นใหม่เข้ามา จะเป็นการสูบฉีดเลือดใหม่เข้ามาในระบบ เด็กพวกนี้เป็นเด็กเรียนดี เข้าใจการทำธุรกิจ แต่ขาดประสบการณ์ พวกเขาสร้างมุมมองใหม่ด้วยการตั้งคำถามแบบ How to ต่อผู้บริหาร" โชคกล่าว
แน่นอนว่า "ผู้บริหารระดับบน" ในฟาร์มโชคชัย จะต้องมีหน้าที่สำคัญเพิ่มขึ้น คือ สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนเลือดใหม่ที่กระหายใน "บทเรียน" ของความสำเร็จ และความผิดพลาดที่ผ่านมา
หากผู้บริหารทำหน้าที่นี้ได้ดี ในอนาคตแม้พวกเขาจะมีอายุในวัยใกล้เกษียณแล้ว แต่จะเป็น "People" ที่มีคุณค่าในองค์กรอย่างล้นเหลือ เพราะเกิดการผ่องถ่ายความรู้ และวางรากฐานของฟาร์มโชคชัยในอนาคตได้อย่างมั่นคง
เปรียบได้กับการส่ง "ไม้ผลัด" ที่ไม่ได้บรรจุด้วยตำราความรู้อย่างเดียว แต่ยังมากด้วยประสบการณ์และบทเรียนจากคนรุ่นก่อนๆ
ทุกวันนี้ โชคใช้เวลาสัปดาห์ละ 3-4 วัน ในการเป็นวิทยากรให้ความรู้และประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ
"การเป็นวิทยากรในสถานที่ต่างๆ ก็เป็นการประชาสัมพันธ์ฟาร์มโชคชัยไปในตัวด้วย ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม เพื่อให้สังคมรู้ว่าฟาร์มโชคชัยเป็นองค์กรที่มีความรู้ เราไม่ได้ขายสินค้าเกษตร แต่เราขายความรู้ของการบริหารจัดการฟาร์มโคนมที่ประสบความสำเร็จ" โชคกล่าวเสริม
ฟาร์มโคนมที่มีแม่วัวพันธุ์ดีกว่า 5,000 ตัว เป็นเหมือน "สมาชิก" ในครอบครัวของฟาร์มโชคชัยที่ต้องมีการจัดการอย่างดี
เมื่อทำได้สำเร็จ ฟาร์มโคนมจะเป็นรากฐาน หรือ "พ่อ-แม่" ให้กับธุรกิจอื่นๆ ต่อยอดได้อีก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์นมแบรนด์ Umm!..Milk ธุรกิจท่องเที่ยวแบบ Boutique Camp และธุรกิจให้คำปรึกษาทางด้านการวางแผนธุรกิจ
"กำไรจากการทำฟาร์มโคนม ไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่กำไรที่ได้มาจากธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทุกวันนี้เรามี Profit Margin สูงสุดถึง 46% ซึ่งเป็นการโตในสัดส่วนมากกว่ารายได้ที่มากขึ้น ผิดกับบริษัทค้าปลีกหรือสินค้าอุปโภคและบริโภคอื่นๆ ที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีการลงทุนเม็ดเงินสูงขึ้น แต่สำหรับฟาร์มโชคชัย เราลงทุนด้วยสมองและความรู้"
"Profit Margin" ที่สูงถึงขนาดนี้ มาจากการจัดการความรู้ในองค์กรที่ดี (Knowledge Management)
"กำไร" ที่ได้นี้ จะถูกแยกย่อยออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ เพื่อสำรองไว้สำหรับภาวะเงินเฟ้อซึ่งต้องปรับฐานเงินเดือนพนักงานให้สูงขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ เพื่อการออมและการลงทุนในอนาคต เพื่อเก็บไว้เพื่อเป็นเงินลงทุนในปีต่อไป และสุดท้ายเงินปันผล
"เราต้องให้ความสำคัญกับพนักงาน ให้ทุกคนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีใจอยากขวนขวายเรียนรู้ เกิดการผ่องถ่ายความรู้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ มีการฝึกฝน ถ้าทำให้นักการตลาดคุยกับฝ่ายบัญชีรู้เรื่อง ตีความหมายเป็นอันเดียวกัน เราก็ทำสำเร็จแล้ว"
แต่กว่าจะทำให้เกิดวันนี้ ต้องเรียก "ความศรัทธา" จากใจลูกน้องได้จริงๆ
สิ่งจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อ "ผู้นำ" สามารถ "ซื้อใจ" ลูกน้องได้
เหมือนกับที่โชคเคยผ่านวิกฤติการเรียกความศรัทธาจาก "เจเนอเรชั่นที่ 1" และ "พนักงาน" ในฟาร์มอีกพันกว่าชีวิตในช่วง 2 ปีแรกที่เข้ามาบริหารงานใหม่ๆ ด้วยการมอบสวัสดิการที่ดีให้กับพนักงานเป็นอันดับแรก และยอมที่จะบริหารฟาร์มซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่มีผู้บริหารท่านอื่นต้องการ รวมทั้งไม่ของบประมาณในการลงทุนใหม่ๆ ภายในเวลา 2 ปี
"ผู้นำต้องมีความใจกว้าง เด็ดขาด มีบุคลิกเชิญชวนให้คนรับฟัง โน้มน้าวใจคนได้ และเมื่อคนรอบข้างได้เห็นจะรู้สึกว่าอยากทำตาม ลูกน้องจะมองหาคนที่เขารัก เมื่อเกิดความเคารพในตัวผู้บริหารจริงๆ ก็จะอยากเดินตามและเกิดความจงรักภักดี ผู้นำที่ดีต้องทำให้ลูกน้องเกิดความศรัทธา และมีแรงใจที่อยากจะเดินตามสิ่งที่ผู้นำถ่ายทอด" โชคกล่าว
โมเดลของบริษัท "IMB" เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการเป็น "Business Solution" ที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรไปในทิศทางนั้นเช่นกัน
โชค เปรียบเทียบองค์กรฟาร์มโชคชัยที่มี "ซีอีโอ" เป็นตัวชูโรง เหมือนอย่างที่บริษัท Apple Mc Intoch มี "สตีฟ จ็อบส์" เป็นผู้กรุยทางธุรกิจ
"ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นองค์กรอายุถึง 100 ปี ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ วันหนึ่งเราอาจจะขายฟาร์มโชคชัย หรือหาพาร์ทเนอร์มาร่วมอุดมการณ์ธุรกิจ เมื่อถึงจุดหนึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ถ้า Apple อยู่ได้ ฟาร์มโชคชัยก็น่าจะอยู่ได้"
ความปรารถนาของโชค บูลกุล ไม่ใช่นักธุรกิจผู้ร่ำรวยมั่งคั่ง แต่ต้องการเป็น "ฮีโร่" นั่งในใจของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างธุรกิจอย่างมี "อุดมการณ์"
"อย่าไปโหยหาเงินหรือความมั่งคั่ง การทำงานหนักมันเป็นกรรมของคนทำธุรกิจ ให้เรามองไปที่พนักงานดีกว่า ถ้าวันนี้เราไม่ทำเขาจะไปอยู่ไหน ถ้าเป็นธุรกิจน้ำปลา ผมคงไม่ยอมเหนื่อยขนาดนี้ แต่วันนี้เราเข้าไปในฟาร์มแล้วเห็นเด็กอนุบาลจูงมือกันไปดูรีดนมวัว มีคนทำอาชีพที่มีคนเดินเข้าไปดูว่าเขาทำอะไร เพราะเป็นธุรกิจที่มีคุณค่า" โชคกล่าวทิ้งท้าย
----------------------------------------------------------------
ถ้าผมสามารถสร้างทัศนคติให้ Technician มีจิตวิญญาณของความเป็นครู พวกเขาจะสามารถขึ้นมาเป็นสุดยอดของผู้นำและเป็นคนที่มีคุณค่ากับองค์กรอย่างมาก เพราะครูจะหนักในด้านวิชาการ ส่วนคนปฏิบัติการก็จะไม่มีศาสตร์ของการถ่ายทอด
แหล่งที่มา
:
กรุงเทพธุรกิจ BIZ WEEK ด้าน B-School วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2550
Copyright©2005 Institute for Management Education for Thailand Foundation
KASIKORNBANK
Bldg. (5th Fl), 142 Silom Road, Bangkok 10500
Tel. +66-2236-6884-5, Fax +66-2236-7958
E-mail : imet@imetthai.com