เปิดคลินิกรักษาองค์กร
ดร.เกศรา รักชาติ
ketsara_rugchart@yahoo.com

     อย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีว่าองค์กรเป็นสิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ ก็ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ส่วนตัวของดิฉันชอบศึกษาวิสัยทัศน์ขององค์กรต่างๆ และพบว่าส่วนใหญ่ของวิสัยทัศน์ จะมุ่งเน้นที่อยากจะเห็นองค์กร

  • เติบโตอย่างมั่นคง ต่อเนื่องหรืออย่างยั่งยืน
  • เป็นผู้นำในธุรกิจนั้นๆ
  • เป็นที่หนึ่ง หรือหนึ่งในสาม หนึ่งในห้า ของธุรกิจนั้นๆ
  • ขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
  • รับผิดชอบสังคม, สิ่งแวดล้อม
  • โปร่งใส มีหลักธรรมาภิบาล เป็นต้น
     ท่านผู้อ่านคงจะคุ้นๆ นะคะ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ ซึ่งมุมมองของดิฉันคิดว่าวิสัยทัศน์ขององค์กรส่วนใหญ่ สะท้อนว่าองค์กรอยากเป็นองค์กรที่เก่งและดี เพื่อว่าจะได้มีชีวิตอยู่นานๆ เป็นอมตะ แต่การมี การเขียนวิสัยทัศน์ที่ดูดี สวยงามอย่างเดียวแล้วไม่ค่อยได้ลงมือปฏิบัติ คงเป็นได้แค่ “ฝันกลางวัน หรือ Daydream” ถูกไหมคะ

     หรือหากไม่มีวิสัยทัศน์หรือทิศทางว่าองค์กรจะไปทางไหน ผู้บริหารและพนักงานก้มหน้าก้มตาทำงาน ตะบี้ตะบันทำ เราก็อาจเจอเอา “ฝันร้าย หรือ Nightmare” เข้าไป แล้วอย่างนี้องค์กรจะมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร

     ดิฉันแนะนำให้ทุกองค์กรที่ต้องการบรรลุวิสัยทัศน์ ลองเช็คสุขภาพองค์กรก่อนว่า คนในองค์กรมีโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีอาการที่ส่อให้เห็นว่าสุขภาพดี หรือไม่ดีเกี่ยวกับความพร้อมที่จะมุ่งมั่น พร้อมที่จะลุยไปด้วยกัน พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน เพื่อสร้างฝันให้เป็นจริง ในการตรวจสุขภาพขององค์กร ลองเช็คดูนะคะว่า คนในองค์กรตระหนักถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงในแต่ละข้อดังต่อไปนี้เพียงใด

  1. องค์กรและพนักงานตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอหรือไม่ ไม่ว่าวันนี้องค์กรจะสุขภาพดี หรือไม่ดี หากองค์กรสุขภาพดี แข็งแรง เราบรรลุวิสัยทัศน์ได้เร็ว เราก็ต้องฝันต่ออีก ท้าทายตัวเองกันอีก ให้ตรงกับแรงปรารถนาในใจ เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก และหากองค์กรไหนมีสุขภาพไม่ดี เราก็อาจจะอยู่ไม่รอด ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก ดังนั้นพนักงานต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ มันจะเกิดขึ้นเสมอ

  2. องค์กรและพนักงานมีการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ องค์กรและพนักงานมีความสามารถในการคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

  3. องค์กรและพนักงานมีการเฝ้าตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ หรือไม่ มีการตรวจสอบว่าวิสัยทัศน์ล้าสมัยไปหรือไม่ หรือวิสัยทัศน์ที่มีอยู่มันเป็นปัจจุบันไปหรือไม่ เป็นต้น

  4. องค์กรและพนักงานมีการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือไม่ เช่นพร้อมที่จะเปลี่ยนกรอบความคิดเก่าไปสู่กรอบความคิดใหม่หรือไม่ พร้อมที่จะปล่อยวางของเก่าได้เร็วหรือไม่ เพื่อที่จะไปพบของใหม่ที่ดีกว่าหรือไม่

  5. องค์กรและพนักงานมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือเครียดกับการเปลี่ยนแปลง

  6. องค์กรและพนักงานพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แล้วมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หรือหลายๆ ครั้งหรือไม่

     เมื่อตรวจเช็คสุขภาพองค์กรแล้ว พบว่าตัวเองเป็นโรคอะไรก็ขึ้นอยู่กับองค์กรว่าจะคิด ตัดสินใจอย่างไร เช่นองค์กรที่รักตัวกลัวตาย ก็จะวิ่งหาหมอเพื่อมารักษาโดยด่วน ยอมให้หมอรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด บางองค์กรไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ทั้งๆ ที่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร ก็ยังดื้อที่จะปฏิเสธการรักษาของหมอ จนปล่อยให้อาการหนักลงทุกวันๆ จนตายไปในที่สุด

     ดิฉันมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับองค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งมีผู้บริหารเป็นคนหนุ่มที่มากความสามารถ ไฟแรง ท่านได้ทำการเปลี่ยนแปลงองค์กรโดยการนำเอาระบบใหม่ๆ เข้ามาในองค์กรหลายๆระบบในเวลาพร้อมๆ กัน เพราะท่านเช็คสุขภาพองค์กรดูแล้วพบว่า การที่จะไปบรรลุวิสัยทัศน์ได้ ต้องมีระบบที่แข็งแรง เช็คสุขภาพองค์กรเสร็จก็ลงมือทำในทันที

     ดูเหมือนว่าจะดูดี มาถูกทาง แต่กลายเป็นว่าพนักงานในองค์กรยังไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเท่าที่ควร พนักงานเกิดความเครียด เหนื่อยใจ อ่อนล้าใจ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะยังคุ้นชินกับวิธีการเดิมๆ มานาน พอนำเอาระบบหลายๆ อย่างเข้ามาพร้อมกันตูมเดียว เหมือนกับเอายาแรงๆ มาให้กินบ้าง เอามาฉีดบ้าง ร่างกายก็เดี้ยงเอา เพราะรับไม่ไหว

     แต่องค์กรนี้มีข้อดีคือมีการรีเช็คสุขภาพตัวเองสม่ำเสมอ และพบว่าบางทีการให้ยาทางกายแรงไป ร่างกายอาจรับไม่ไหว อีกหน่อยอาจเกิดอาการดื้อยาได้ องค์กรจึงหันมาดูแลรักษาสุขภาพใจพนักงานด้วย โดยให้ยาที่จะทำให้พนักงานรู้สึกรักและผูกพันกับองค์กร ให้ยาที่ทำให้พนักงานเตรียมความพร้อมที่ปรับความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่คุ้นชินมานาน ให้ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยจัดการฝึกอบรม สัมมนา ในเรื่อง “คน” หรือด้าน“Soft Skills” ให้กับคนทั้งองค์กร

     โดยท่านผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่ CEO และระดับรอง CEO ร่วมฝึกอบรมและให้กำลังใจพนักงานในทุกๆ session เวทีที่ท่านๆ พี่บิ๊กกระโดดมาร่วมด้วยใจ มาสื่อสาร มาพบปะพูดคุยกับพนักงานอย่างใกล้ชิด เป็นกันเองอย่างนี้ ท่านผู้อ่านเชื่อไหมคะว่ามันเป็นยาขนานวิเศษที่ช่วยรักษา เยียวยา เป็นทั้งยาบำรุง เป็นทั้งวิตามินเสริมที่ทำให้พนักงานหายป่วยไว พละกำลังคืนมา กล้ามเนื้อแข็งแรงอย่างอัศจรรย์ เลยค่ะ

     และที่เด็ด คือทุกครั้งหลังการสัมมนา 8 อาทิตย์ จะมีการติดตามผลว่าได้นำเครื่องมือที่ได้จากการสัมมนาไปใช้อะไรบ้าง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้กินยาตามคำแนะนำของหมอ หรือออกกำลังกายตามที่หมอแนะนำ ที่เด็ดสุดยอดคือ มีการเปิดคลินิกรักษา ให้คำปรึกษา แนะนำ คอยเช็คอาการอยู่เนืองๆ โดยมีหมอ (ที่ปรึกษา) มานั่งประจำที่องค์กรค่ะ เพื่อให้พนักงานมีที่พึงพิง อุ่นใจ ในการดูแลสุขภาพใจกันค่ะ

     องค์กรที่สุขภาพดีอยู่แล้ว ก็อย่าลืมหมั่นออกกำลังกาย exercise อยู่บ่อยๆ นะคะ จะทำให้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่ต้องไปหาหมอเพื่อรักษา เพียงแต่ไปหาหมอเพื่อตรวจเช็คร่างกายเท่านั้น อโรคยา ปรมาลาภาค่ะ

----------------------------------------------------------------

โดย ดร.เกศรา รักชาติ: Ph.D. Leadership and Human Behavior

ผู้มีประสบการณ์ตรงจากการสร้าง Learning Organization

วิทยากรและที่ปรึกษาทางด้าน Learning Organization, Leadership, Coaching, Communication & Interpersonal Skills, ทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาองค์กร

แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ BIZ WEEK ด้าน B-School วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2550
 
 
Copyright©2005 Institute for Management Education for Thailand Foundation
KASIKORNBANK Bldg. (5th Fl), 142 Silom Road, Bangkok 10500
Tel. +66-2236-6884-5, Fax +66-2236-7958
E-mail : imet@imetthai.com